
เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป หรือ FSG ตัดสินใจขายหุ้น ลิเวอร์พูล บางส่วนไม่ใช่เพราะถูกกดดันหรือจำเป็นต้องถอนตัว แต่เป็นการขยับเกมทางธุรกิจอย่างรอบคอบเพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ให้กลายเป็นเงินทุน พร้อมรักษาอำนาจควบคุมสโมสรเอาไว้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงสะท้อนชัดว่า ลิเวอร์พูล ยังเป็นทรัพย์สินหลักที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาว และยังอยู่ในแผนลงทุนเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มทุนจากสหรัฐฯ
นับตั้งแต่เข้ามารับช่วงต่อในช่วงที่ลิเวอร์พูลเผชิญปัญหาการเงินหนัก FSG ได้พลิกสถานการณ์ของสโมสรจนกลับมายืนอย่างมั่นคง และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในยุคบริหารที่ประสบความสำเร็จที่สุดของยุคใหม่ การขายหุ้นราว 30 เปอร์เซ็นต์คาดว่าจะทำให้ FSG รับเงินกลับมาประมาณ 1,650 ล้านปอนด์ ขณะเดียวกันยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอิทธิพลต่อการดำเนินงานของทีมต่อไป ก่อนหน้านี้ RedBird Capital Partners และ Dynasty Equity ก็เคยเข้ามาเติมทุนในโครงสร้างธุรกิจของ FSG และลิเวอร์พูลแล้ว แสดงให้เห็นว่ากลุ่มทุนนี้เลือกใช้พันธมิตรการเงินระยะยาวมากกว่าการเปลี่ยนมือเจ้าของแบบถอนรากถอนโคน
อีกปัจจัยสำคัญคือแผนสร้างเครือข่ายสโมสรหลายแห่งที่ลิเวอร์พูลและฝ่ายบริหารฟุตบอล โดยเฉพาะภายใต้การดูแลของ ไมเคิ่ล เอ็ดเวิร์ดส์ เคยศึกษาความเป็นไปได้ในสเปน โปรตุเกส และฝรั่งเศส แต่โครงการดังกล่าวมีต้นทุนและความซับซ้อนสูงเกินคาด จนต้องชะลอไว้ ขณะเดียวกันการเข้ามาของ 1892 Holdings ซึ่งมีชื่อของ อามิต บาเทีย, เจฟฟ์ เบซอส และ เอดูอาร์โด้ เซเวอริน ทำให้ FSG มีทางเลือกใหม่ในการเสริมฐานเงินทุนโดยไม่ต้องเร่งซื้อสโมสรเพิ่ม ผลลัพธ์คือ ลิเวอร์พูลยังอยู่ภายใต้การควบคุมของ FSG แต่ได้รับเงินทุน เครือข่าย และความเชี่ยวชาญจากนักลงทุนรายใหม่ ส่งผลให้มูลค่าประเมินของสโมสรขยับขึ้นราว 5,500 ล้านปอนด์ และอาจช่วยเปิดทางสู่การเติบโตทางการค้าและการเสริมทัพในอนาคต