
การกลับมาของ มาร์คัส แรชฟอร์ด หลังห่างหายจากทีมไปนานถึง 611 วัน ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงข่าวดีธรรมดา แต่กลายเป็นบททดสอบสำคัญของ ไมเคิ่ล คาร์ริค ว่าโครงสร้างใหม่ที่เขาสร้างไว้ให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะแข็งแรงพอรับมือกับซูเปอร์สตาร์ที่มีทั้งชื่อเสียง ความคาดหวัง และแรงกระเพื่อมในห้องแต่งตัวได้หรือไม่
นับตั้งแต่เข้ามาคุมทีม คาร์ริคเปลี่ยนแมนฯ ยูไนเต็ด จากทีมที่เคยสับสนให้กลายเป็นทีมที่มีระเบียบ วินัย และเล่นเป็นระบบอย่างชัดเจน โดยยึดแนวคิดว่าไม่มีใครใหญ่กว่าทีม ส่งผลให้ในช่วงที่ไม่มีแรชฟอร์ด ปีศาจแดงเก็บแต้มได้อย่างยอดเยี่ยมจากการพึ่งพาผลงานของ เบนยามิน เชชโก้, ไบรอัน เอ็มเบอโม่ และ มาเตอุส คุนญ่า ซึ่งช่วยกันผลิตสกอร์ได้สม่ำเสมอ ขณะเดียวกันค่าตัวและค่าเหนื่อยระดับ 325,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ของแรชฟอร์ดก็ทำให้คำถามตามมาทันทีว่าคาร์ริคจะกล้าดร็อปนักเตะระดับนี้หรือไม่ หากเจ้าตัวไม่สามารถเบียดแย่งตำแหน่งจากแกนหลักเดิมได้ ความกดดันย่อมพุ่งกลับไปที่กุนซือทันที
อย่างไรก็ตาม แรชฟอร์ดไม่ได้กลับมาพร้อมภาพลักษณ์เดิมทั้งหมด เพราะช่วงเวลาที่ไปค้าแข้งกับบาร์เซโลน่า เขาแสดงให้เห็นทั้งความคมในเกมรุกและพัฒนาการเรื่องการเพรสซิ่งจากการทำงานกับ ฮันซี่ ฟลิค ซึ่งอาจทำให้เขาเป็นอาวุธสำคัญของแมนฯ ยูไนเต็ด ในระยะต่อไป แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความกระหายและความต้องการพิสูจน์ตัวเองของเขาอาจกลายเป็นดาบสองคม หากคาร์ริคจัดการบทบาทและพื้นที่ในทีมไม่ลงตัว ความลงตัวของระบบที่สร้างมาจะสั่นคลอนทันที โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากปัญหาแนวรับที่ยังไม่สมบูรณ์ของทีม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการคัมแบ็กของแรชฟอร์ดจึงถูกมองว่าอาจกลายเป็นฝันร้ายของกุนซือรายนี้ได้เช่นกัน