Not cache

ถึงเวลาหรือยังที่บัลลงดอร์ควรยกย่องกองหลังมากกว่านี้?

GDTV - 30 ก.ย. 2026
ยอดการรับชม :
3
ถึงเวลาหรือยังที่บัลลงดอร์ควรยกย่องกองหลังมากกว่านี้?

ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ รางวัลบัลลงดอร์มักตกอยู่ในมือของกองหน้าหรือผู้เล่นเกมรุกที่ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เมื่อมองกลับไปยังผลงานของกองหลังระดับแชมป์ จะเห็นความเหลื่อมล้ำชัดเจนอย่างน่าตั้งคำถาม กองหน้าที่ทำได้ 50 ประตูและพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มักถูกยกย่องว่าเป็นตัวเต็งรางวัลใหญ่ ขณะที่เซนเตอร์แบ็กที่ช่วยหยุดจังหวะอันตรายได้ไม่แพ้กันกลับแทบไม่มีพื้นที่ในวงสนทนาเดียวกัน ทั้งที่ผลงานของทั้งสองตำแหน่งล้วนมีผลต่อชัยชนะไม่ต่างกัน

ภาพสะท้อนนี้ยิ่งเด่นชัดในปี 2025 เมื่ออุสมาน เดมเบเล่ คว้าบัลลงดอร์ โดยมีลามีน ยามาล, วิตินญ่า, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และราฟินญ่า ตามมา ขณะที่กองหลังที่ได้อันดับสูงสุดคือ อาชราฟ ฮาคิมี่ ในอันดับ 6 ส่วนเฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ซึ่งเป็นเซนเตอร์แบ็กที่ทำผลงานโดดเด่นที่สุดกลับจบเพียงอันดับ 28 และสองแนวรับตัวหลักของปารีส แซงต์-แชร์กแมง อย่างมาร์กินญอส กับวิลเลียน ปาโช่ ยังไม่มีชื่อใน 30 คนสุดท้ายด้วยซ้ำ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว เพราะกองหลังคนสุดท้ายที่ได้รางวัลคือ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ในปี 2006 และนับตั้งแต่ฟาน ไดค์เข้าป้ายรองแชมป์ในปี 2019 ก็ยังไม่มีเซนเตอร์แบ็กคนใดทะลุขึ้นไปติด 3 อันดับแรกได้อีกเลย แม้หลายทีมที่มีเกมรับแข็งแกร่งจะประสบความสำเร็จระดับทวีปและโลกก็ตาม

เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของกองหลังเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีที่ฟุตบอลสมัยใหม่ตีความความยอดเยี่ยมของแต่ละตำแหน่งด้วย ฟูลแบ็กหลายรายอย่างดานี่ การ์บาฆาล, อาชราฟ ฮาคิมี่ และนูโน่ เมนเดส ยังสามารถไต่แรงก์กิ้งได้ดี เพราะพวกเขามีส่วนร่วมทั้งเกมรับและเกมรุก สร้างโมเมนต์ที่แฟนบอลจดจำได้ง่าย เช่น การโหม่งประตูสำคัญของการ์บาฆาลในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก หรือการมีบทบาทเด่นในทีมแชมป์ของเปแอสเช แต่สำหรับเซนเตอร์แบ็กนั้น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดมักเป็นการป้องกันไม่ให้โอกาสอันตรายเกิดขึ้นตั้งแต่แรก ซึ่งไม่ค่อยถูกจดจำในไฮไลต์หรือสถิติที่ดึงสายตา ท้ายที่สุด บัลลงดอร์อาจยังต้องทบทวนวิธีให้คุณค่ากับเกมรับอย่างจริงจัง หากต้องการสะท้อนความสำเร็จของฟุตบอลให้ครบทุกมิติ ไม่ใช่เพียงผลงานที่เห็นเป็นตัวเลขบนสกอร์บอร์ดเท่านั้น