
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ตฤดูกาลนี้ได้อย่างน่าผิดหวัง หลังเก็บชัยชนะได้เพียง 2 จาก 7 นัดแรก จนกระแสวิจารณ์ไปตกอยู่ที่ไมเคิ่ล คาร์ริค โดยเฉพาะหลังเกมเสมอฟูแล่ม 1-1 เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ที่แฟนบอลบางส่วนแสดงความไม่พอใจชัดเจนต่อการเปลี่ยนค็อบบี้ เมนู ออกจากสนามช่วงท้ายเกม ขณะที่สื่ออังกฤษมองว่านี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายจังหวะที่กุนซือผีแดงถูกตั้งคำถามตั้งแต่เริ่มซีซั่น
เมื่อมองภาพรวมแล้ว มีอย่างน้อย 5 จุดสำคัญที่ถูกยกมาเป็นประเด็นวิจารณ์ เริ่มจากการเลือกส่งอายเดน เฮเว่นลงเป็นตัวจริงในเกมกับฮัลล์ ซิตี้ ทั้งที่ต้องรับมือกับโจทย์หนักในแนวรับ ต่อด้วยการขยับคุนญ่าไปยืนหน้าเป้าแทนการใช้งานทางกราบซ้ายซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาสร้างอิมแพกต์ได้ดีที่สุด อีกทั้งในเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ คาร์ริคยังส่งเบนจามิน เชชโก้ลงสนามช้าเกินไป ทั้งที่ทีมได้เปรียบจากการที่ฟิล โฟเด้นโดนใบแดงตั้งแต่นาทีที่ 23 และยังปรับแท็กติกจนบรูโน่ แฟร์นันด์สต้องถอยไปเล่นลึก ทำให้เกมรุกไม่ไหลลื่นอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ การโรเตชั่นถึง 8 ตำแหน่งในศึกคาราบาว คัพกับไบรท์ตันก็ถูกมองว่าเสี่ยงเกินไป เพราะผู้เล่นสำรองหลายรายมีส่วนกับการเสียทั้ง 3 ประตู สุดท้ายคือการเลือกใช้งานโจชัว เซิร์กซีอย่างต่อเนื่อง แม้ผลงานของเขายังไม่ตอบโจทย์ โดยนับตั้งแต่ยิง 2 ประตูในนัดเปิดตัวกับรูเบน อโมริม เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2024 เขาทำได้เพิ่มเพียง 2 ประตูในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น
ด้วยผลงานที่ยังไม่นิ่งและการตัดสินใจที่ถูกจับตามองหลายจุด ทำให้แรงกดดันต่อคาร์ริคเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และหากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการกลับมามีเสถียรภาพในเกมรุกและผลการแข่งขัน คำถามสำคัญคือกุนซือรายนี้จะปรับทีม ปรับแท็กติก และดึงศักยภาพนักเตะออกมาได้ตรงจุดมากขึ้นหรือไม่ในช่วงต่อจากนี้