
ลิเวอร์พูลยังต้องเจอกับคำถามใหญ่ในตำแหน่งฟูลแบ็ก หลังจากเกมบุกเสมอ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่ทั้ง มิลอส เคอร์เคซ และ เจเรมี่ ฟริมปง ยังทำผลงานได้ไม่สม่ำเสมอ และส่งผลโดยตรงต่อสมดุลของทีมทั้งเกมรุกและเกมรับ แม้จะเก็บได้เพียง 1 คะแนน แต่รูปเกมโดยรวมยังสะท้อนให้เห็นว่าแนวรับริมเส้นของทีมชุดนี้ยังมีช่องโหว่ที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะเมื่อฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งถูกใช้งานอย่างหนักในจังหวะรุกและรับตลอดทั้งเกม
ในด้านเกมรุก ลิเวอร์พูลสร้างโอกาสได้หลายครั้ง แต่การประสานงานยังไม่ลงตัวนัก ขณะที่พื้นที่แดนกลางเปิดโอกาสให้คู่แข่งโจมตีสวนกลับได้บ่อยครั้ง และการขึ้นเกมจากด้านข้างก็ไม่เฉียบคมพอ โดยข้อมูลจาก FotMob สะท้อนว่าทั้งเคอร์เคซและฟริมปงมีบทบาทในเกมสูงใกล้เคียงกัน ทั้งการวิ่ง การสัมผัสบอล และการยืนเล่นในแดนคู่แข่ง ทว่าเมื่อถึงจังหวะเปิดบอลสุดท้ายกลับมีเพียงหนึ่งครั้งที่ครอสเข้าเป้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเชื่อมเกมริมเส้นของลิเวอร์พูลยังขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะฟริมปงที่มักต้องรับบอลลึก และถูกจำกัดพื้นที่เพราะ ริโอ เอ็นกูโมฮา ต้องหันมาจ่ายย้อนกลับเมื่อเจอกับเกมบีบจาก ลูอิส ฮอลล์
ปัญหาของลิเวอร์พูลจึงไม่ได้อยู่ที่ฟูลแบ็กเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการเคลื่อนที่และการยืนตำแหน่งของผู้เล่นริมเส้นที่ยังช่วยกันไม่ดีพอ สำหรับเกมรับ ทีมปล่อยพื้นที่ด้านหลังมากเกินไปจนเปิดช่องให้นิวคาสเซิ่ลใช้ความเร็วของ เอลังกา และ วิลเลี่ยม โอซูล่า เล่นงานหลายครั้ง ยิ่งทำให้ฟอร์มของเคอร์เคซและฟริมปงถูกมองว่าเป็นสัญญาณน่ากังวลในระยะยาว โดยเฉพาะฝั่งขวาที่ คอเนอร์ แบรดลี่ย์ ต้องพักยาวไปถึงหลังคริสต์มาส ทำให้ฟริมปงเหลือตัวเลือกหลักเพียงคนเดียว ขณะที่ฝั่งซ้ายเคอร์เคซยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไปในฐานะนักเตะวัย 22 ปีที่แฟนบอลหวังว่าจะรีดฟอร์มเก่งได้เหมือนช่วงทำงานกับ อันโดนี่ อิราโอล่า ที่บอร์นมัธ หากลิเวอร์พูลต้องการยกระดับทีมให้แข็งแกร่งขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องแก้ทั้งความเข้าขาในระบบริมเส้นและความแน่นอนของฟูลแบ็กให้เร็วที่สุด