
ลิเวอร์พูลเก็บได้เพียงหนึ่งแต้มจากเซนต์ เจมส์ พาร์ค หลังโดมินิก โซโบซไล สังหารจุดโทษช่วงท้ายเกมช่วยให้ทีมไล่ตีเสมอนิวคาสเซิล 2-2 แต่เมื่อมองลึกลงไป รูปเกมกลับสะท้อนปัญหาเดิมที่อันโดนี่ อิราโอล่าต้องเจอมาแทบตลอดช่วงปรีซีซัน ทั้งช่องว่างในแดนกลาง การเสียบอลในจังหวะที่กองกลางสองคนดันสูงพร้อมกัน และการป้องกันพื้นที่กว้างในช่วงเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ เมื่อคู่แข่งเลือกเล่นบอลตรงและโจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรับ ลิเวอร์พูลยังรับมือได้ไม่เฉียบคมพอ และนิวคาสเซิลก็ฉวยโอกาสนี้เล่นงานตั้งแต่นาทีแรก
เกมนี้เริ่มต้นด้วยสัญญาณชัดเจนว่าอเล็กซานเดอร์ อิซัคจะไม่เจอค่ำคืนที่ง่าย ทั้งเสียงโห่ในช่วงวอร์มอัพ ทุกครั้งที่สัมผัสบอล และบรรยากาศกดดันจากแฟนเจ้าถิ่นตลอด 90 นาที แม้ถูกจับตาอย่างหนัก เขาก็ไม่ได้มีเกมที่ดีนัก เพราะมาลิค เจา และสเวน บ็อตแมนรับมือได้แน่นอน ขณะที่ลิเวอร์พูลแทบป้อนบอลให้เขาในจังหวะที่เหมาะกับจุดเด่นของกองหน้ารายนี้ไม่ได้เลย ด้านนิวคาสเซิลภายใต้การคุมทีมของมัทเธียส ไยส์เล่อ แสดงให้เห็นแนวทางที่ชัดเจน คือเล่นเร็ว ตัดบอลแล้วเปลี่ยนเป็นเกมรุกทันที ใช้ความเร็วของปีกโจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรับ และไม่ลังเลที่จะเล่นข้ามเพรสของลิเวอร์พูล ประตูแรกจากฝีเท้าแอนโธนี่ เอลังก้า สะท้อนแผนนี้อย่างครบถ้วน ก่อนที่โยอัน วิสซ่าและโจ วิลล็อคจะช่วยต่อยอดเกมสวนกลับจนเจ้าถิ่นนำอีกครั้ง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับลิเวอร์พูลจากแมตช์นี้คือปัญหาในแดนกลางที่ยังหาทางอุดไม่ได้ เมื่อไรอัน กราเฟนแบร์กเสียบอลบริเวณหน้าเขตโทษและโดมินิก โซโบซไลยืนสูงอยู่ใกล้กัน พื้นที่ตรงกลางจึงถูกเปิดโล่งทันที และนิวคาสเซิลก็ใช้จุดนี้โจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะตอนที่วิสซ่าพาบอลฝ่าแนวกลางก่อนจ่ายให้วิลล็อคยิงเข้าไป ขณะที่ลิเวอร์พูลพยายามดันเกมเพรสสูง โครงสร้างยามเสียบอลกลับยังไม่แน่นพอ ทำให้แนวรับต้องถอยไล่บอลในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ แม้โคดี้ กัคโปจะยิงตีเสมอและโซโบซไลจะยิงจุดโทษช่วงท้ายช่วยพาทีมรอดด้วยผลเสมอ แต่เกมนี้ก็ย้ำชัดว่าหากอิราโอล่าต้องการให้ระบบเดินหน้าได้จริง เขาจำเป็นต้องหาวิธีคุมระยะของมิดฟิลด์ ลดช่องว่างระหว่างแดนกลางกับแนวรับ และสร้างสมดุลเวลาสูญเสียการครองบอลให้ดีขึ้น มิฉะนั้นทุกทีมที่มีความเร็วและเล่นบอลตรงได้ดีอาจฉวยโอกาสจากจุดอ่อนนี้ได้เหมือนนิวคาสเซิลในนัดเปิดสนาม