
ลิเวอร์พูลเกือบต้องกลับบ้านมือเปล่าจากเซนต์ เจมส์ พาร์กในเกมพรีเมียร์ลีกที่เต็มไปด้วยจังหวะเร่งรีบและความระทึก ก่อนจะได้จุดโทษช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้ายช่วยให้รอดพ้นความพ่ายแพ้แบบหวุดหวิด ภาพรวมของทีมแสดงให้เห็นถึงแนวทางเกมรุกที่เปลี่ยนไปภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน่อ ชล๊อต ซึ่งพยายามเร่งสปีดการเข้าทำให้บอลไปถึงพื้นที่สุดท้ายเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ความเฉียบคมหน้าประตูยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข
ตลอดเกม ลิเวอร์พูลมีโอกาสทำประตูมากถึง 27 ครั้ง ทว่าเปลี่ยนเป็นสกอร์ได้เพียง 2 ลูก สะท้อนชัดว่าการจบสกอร์ยังขาดความนิ่ง จังหวะยิงส่วนใหญ่กลายเป็นการยิงทิ้งยิงขว้างหรือถูกบล็อกเสียมากกว่า การประสานงานระหว่าง โฟลเรียน เวียร์ตซ์ กับ อเล็กซานเดอร์ อีซัค ยังไม่ลงตัว ขณะที่ ริโอ เอ็นกูโมอา มีอันตรายน้อยลงเมื่อขยับไปเล่นฝั่งขวา ส่งผลให้ โคดี้ กัคโป ในบทบาทตัวรุกฝั่งซ้ายกลายเป็นคนที่สร้างความแตกต่างได้มากที่สุดในแนวรุกของทีม
ด้านนิวคาสเซิ่ล แม้จะขาดผู้เล่นสำคัญหลายราย แต่ก็วางแผนเกมรับได้อย่างรัดกุม ถอยต่ำปิดพื้นที่หน้าเขตโทษและรอจังหวะสวนกลับจากความเร็วของแนวรุกอย่าง โยอันน์ วิสซ่า, วิลเลี่ยม โอซูล่า และ แอนโธนี่ อีลังก้า พวกเขาได้สองประตูจากการตัดบอลในแดนตัวเองแล้วเปลี่ยนจากรับเป็นรุกในทันที อย่างไรก็ตาม การถ่วงเวลาช่วงท้ายเกมกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเปิดโอกาสให้ลิเวอร์พูลบุกครั้งสุดท้ายก่อนเรียกจุดโทษได้สำเร็จ สุดท้ายเกมนี้จึงตอกย้ำอีกครั้งว่าแม้ลิเวอร์พูลจะเล่นได้เร็วและดุดันขึ้น แต่ถ้าความคมยังไม่มาเต็ม โอกาสที่มีมากก็อาจไม่เพียงพอสำหรับชัยชนะที่มั่นคง