
ค็อบบี้ เมนู กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากหลังจากไม่ถูกใช้งานตลอดศึกฟุตบอลโลก 2026 แม้จะมีชื่ออยู่ในทีมชาติอังกฤษครบทั้งทัวร์นาเมนต์ก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การเดินทางไปร่วมรายการใหญ่ครั้งนี้ช่วยอะไรเขาได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนกลับไปถึงเส้นทางอาชีพที่เคยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และภาพจำของเขาในฐานะมิดฟิลด์ดาวรุ่งที่มีความนิ่งเกินวัยและได้รับความคาดหวังสูงจากแฟนบอลปีศาจแดง
ก่อนหน้านี้ เมนู เคยแจ้งเกิดกับทีมชาติอังกฤษในยูโร 2024 ภายใต้การคุมทีมของแกเร็ธ เซาธ์เกต โดยได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องและตอบแทนความไว้วางใจด้วยผลงานอันโดดเด่น แต่กับฟุตบอลโลก 2026 เรื่องราวกลับพลิกไปอีกด้าน เมื่อโธมัส ทูเคิ่ล เลือกเขาติดทีมเหนือกองกลางดาวรุ่งรายอื่นอย่างอาดัม วอร์ตัน และเจมส์ การ์เนอร์ ทว่ากลับไม่ส่งเขาลงเล่นแม้แต่นาทีเดียวตลอด 7 นัด จนกลายเป็นนักเตะเอาต์ฟิลด์เพียงรายเดียวของอังกฤษที่จบทัวร์นาเมนต์โดยไม่มีสถิติการลงสนาม แม้ช่วงท้ายรายการจะมีเหตุให้ เทรโวห์ ชาโลบาห์ และไอแวน โทนีย์ ได้โอกาสลงเล่นก็ตาม ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานว่าเจ้าตัวมีอาการเจ็บที่แผ่นหลังระหว่างการฝึกซ้อมก่อนเกมนัดสำคัญ ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์ของเขาดูอึดอัดและน่าผิดหวังมากขึ้น
อย่างไรก็ดี หากมองในมุมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงเวลาหลังจากรูเบน อโมริม ถูกปลดและไมเคิ่ล คาร์ริค เข้ามารับงานดูแลทีม กลับสะท้อนให้เห็นอีกด้านหนึ่งของเมนูได้ชัดเจนกว่าเดิม เขากลับมามีบทบาทสำคัญและเล่นได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งช่วยให้เกิดข้อถกเถียงว่าทำไมทั้งทูเคิ่ลและอโมริมจึงไม่สามารถดึงศักยภาพของเขาออกมาใช้ได้เต็มที่ ทั้งที่จุดแข็งของเมนูคือการครองบอล การเชื่อมเกม และความสามารถในการเล่นในจังหวะที่ทีมต้องการความนิ่ง ปัจจุบันเขายังต้องพัฒนาบางด้าน เช่น ความเร็ว การยืนตำแหน่ง และการวางบอลยาว แต่ผลงานภายใต้คาร์ริคพิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถเติบโตในบทบาทมิดฟิลด์ได้มากกว่าที่หลายคนเคยประเมินไว้ ยิ่งเมื่อสโมสรต่อสัญญาเขาไปจนถึงปี 2031 และกลับไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นใหม่จึงอาจเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ ทั้งในแง่จำนวนเกมที่เพิ่มขึ้นและความรับผิดชอบที่มากกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า เมนู จะก้าวขึ้นเป็นกำลังหลักระยะยาวของแมนฯ ยูไนเต็ดได้อย่างแท้จริงหรือไม่