
ในยุคที่ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลมีราคาแพงขึ้นทุกปี ญี่ปุ่นกลับเลือกเดินสวนทางกระแสโลกด้วยการทำให้การรับชมทีมชาติ “ซามูไรบลู” เข้าถึงได้ง่ายและแทบไม่ต้องจ่ายเงิน แนวคิดหลักของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (JFA) คือการมองว่าทีมชาติไม่ใช่เพียงสินค้าเชิงพาณิชย์ แต่คือคอนเทนต์ระดับชาติที่ประชาชนทุกคนควรเข้าถึงได้ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญของอนาคตฟุตบอลญี่ปุ่น ภายหลังการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในเดือนเมษายน 2025 JFA ยังย้ายภารกิจด้านสิทธิ์ถ่ายทอดสดมาอยู่ภายใต้ฝ่ายสื่อสาร เพื่อย้ำชัดว่า “การเข้าถึงผู้ชม” สำคัญไม่น้อยไปกว่ารายได้ระยะสั้น
เบื้องหลังความฟรีที่แฟนบอลเห็น ไม่ได้หมายความว่าไม่มีต้นทุน เพราะค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 พุ่งขึ้นแตะราว 3 หมื่นล้านเยนจากหลายปัจจัย ทั้งจำนวนทีมที่เพิ่มขึ้นและค่าเงินเยนที่อ่อนลง ญี่ปุ่นจึงใช้กลยุทธ์ Bara-gai หรือการเลือกซื้อเฉพาะแมตช์สำคัญ แทนการเหมาซื้อทั้งหมด สถานีอย่าง NHK, Nippon TV และ Fuji TV จึงร่วมกันคว้าสิทธิ์เฉพาะเกมที่เป็นไฮไลต์ เช่น นัดทีมชาติญี่ปุ่น นัดเปิดสนาม และนัดชิงชนะเลิศ เพื่อให้คนดูผ่านทีวีดิจิทัลได้ฟรี ขณะที่เกมอื่น ๆ ให้ DAZN รับหน้าที่ถ่ายทอดสดครบทุกคู่ โมเดลนี้ต่อยอดด้วยแนวคิด Freemium ที่เปิดบางแมตช์ให้ชมฟรีผ่าน FanZone เพื่อดึงแฟนบอลเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิกและเก็บฐานข้อมูลผู้ใช้จำนวนมาก ขณะเดียวกันผู้ชมสายวิเคราะห์เชิงลึกก็ยังสามารถจ่ายเพื่อเข้าถึงคอนเทนต์เฉพาะทางได้
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จของญี่ปุ่นไม่ได้เกิดจากการแจกฟรีแบบไม่มีแผน แต่เป็นการวางหมากเชิงกลยุทธ์ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจกับประโยชน์สาธารณะ JFA ยอมลดรายได้บางส่วนในระยะสั้น เพื่อแลกกับการขยายฐานแฟนบอลและสร้างระบบนิเวศฟุตบอลที่ยั่งยืนผ่านโครงการอย่าง JFA Passport ซึ่งตั้งเป้าดึงคนเข้าสู่ครอบครัวฟุตบอลให้ได้ถึง 10 ล้านคนภายในปี 2048 นี่จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า แม้อยู่ในโลกทุนนิยมเต็มรูปแบบ ญี่ปุ่นก็ยังหาหนทางทำให้ฟุตบอลทีมชาติเป็นทั้งทรัพย์สินของชาติและความสุขร่วมของประชาชนได้ในเวลาเดียวกัน