
ฝรั่งเศสและเบลเยียมกำลังจะกลับมาดวลกันอีกครั้งในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก วันจันทร์นี้ และแมตช์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเกมฟุตบอลธรรมดา เพราะมันพ่วงมาด้วยหนึ่งในข้อถกเถียงทางวัฒนธรรมที่ยืนยาวที่สุดของยุโรป นั่นคือใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของต้นกำเนิดของเฟรนช์ฟรายส์ อาหารยอดนิยมที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆ บนโต๊ะอาหาร แต่กลับกลายเป็นประเด็นศักดิ์ศรีระหว่างสองชาติที่ต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง
หากมองจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ฝรั่งเศสดูจะมีน้ำหนักมากกว่าในแง่การบันทึกเรื่องมันฝรั่งทอดแบบยุคแรก โดยมีร่องรอยอยู่ที่พ่อค้าแผงลอยในกรุงปารีสแถวปงต์เนิฟช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ที่นำมันฝรั่งมาทอดขายตามท้องถนน ขณะเดียวกัน เบลเยียมก็มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับชาวบ้านริมแม่น้ำเมิซที่หั่นมันฝรั่งเป็นแท่งทอดแทนปลาในฤดูหนาว ทว่าเรื่องเล่าฉบับดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานชัดเจนรองรับ อีกทั้งมันฝรั่งเองก็มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาแอนดีสในทวีปอเมริกาใต้ ก่อนจะถูกนำเข้าสู่ยุโรปโดยชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 จึงทำให้ชัดเจนว่า ทั้งฝรั่งเศสและเบลเยียมไม่ได้เป็นผู้คิดค้นการทอดมันฝรั่งขึ้นมาเป็นคนแรกอย่างแท้จริง
สิ่งที่ทำให้เบลเยียมโดดเด่นกว่าคู่แข่งในเรื่องเฟรนช์ฟรายส์ ไม่ใช่การอ้างว่าเป็นผู้คิดค้น แต่คือการเปลี่ยนอาหารจานนี้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชาติอย่างแท้จริง ตั้งแต่แผงขายฟริตคอตที่แพร่หลายไปทั่วเมืองและงานเทศกาล ไปจนถึงเทคนิคทอดสองครั้งที่ทำให้กรอบนอกนุ่มใน มายองเนสที่กลายเป็นเครื่องจิ้มคู่ใจ และเมนูคลาสสิกอย่างมูเลส์-ฟริตส์ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเบลเยียมได้ยกระดับเฟรนช์ฟรายส์ให้เป็นวัฒนธรรมการกินเต็มรูปแบบ ขณะที่ชื่อ “French fries” ก็ไม่ใช่หลักฐานตัดสินว่าอาหารนี้มาจากฝรั่งเศสโดยตรง เพราะคำนี้ถูกใช้ในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แล้ว และยิ่งถูกเผยแพร่กว้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จากทหารอเมริกันที่พบอาหารชนิดนี้ในเบลเยียม เรื่องราวทั้งหมดจึงชี้ว่า ศึกนี้ไม่ใช่แค่การแย่งชิงชื่อ แต่คือการแข่งขันกันเล่าประวัติศาสตร์ของอาหารทอดระดับโลกจานนี้ให้ได้งดงามที่สุด