
โฟลเรียน เวียร์ตซ์ ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปแล้ว 6 นัดในทุกรายการฤดูกาลนี้ และได้ออกสตาร์ตทุกเกมรวมถึงอยู่ในสนามเต็มเวลาเกือบตลอดทาง แต่ผลงานที่สะดุดสายตาที่สุดกลับเป็นการมีส่วนร่วมกับประตูเพียง 1 แอสซิสต์เท่านั้น แม้คะแนนเฉลี่ยจาก WhoScored จะอยู่ระดับ 6.77 ซึ่งไม่ได้แย่เลยก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับค่าตัวมหาศาล 116 ล้านปอนด์ ความคาดหวังย่อมสูงกว่านี้มาก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงที่หลายคนมองว่าเป็นฤดูกาลที่สองแล้วกับเสื้อหงส์แดง
จากสิ่งที่เห็นในสนาม เวียร์ตซ์ยังไม่ถึงขั้นเล่นย่ำแย่ ทว่ายังขาดความเฉียบคมในจังหวะสำคัญอยู่พอสมควร ทั้งการครองบอลที่เสียง่ายในบางครั้ง การจ่ายแบบเสี่ยงที่มักไม่คุ้มค่า โอกาสลุ้นประตูที่ยังติดขัด และการปะทะซึ่งบางครั้งดูเสียเปรียบคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด ตลอด 6 เกมที่ผ่านมา เขาถูกใช้งานในบทบาทหมายเลข 10 ของระบบ 4-2-3-1 เป็นหลัก แตกต่างจากช่วงก่อนหน้าที่เคยถูกทดลองหลายตำแหน่งทั้งหน้าต่ำ หน้าซ้าย และแม้แต่ False 9 ทำให้ภาพรวมของเขายังไม่สามารถขยับไปถึงระดับที่แฟนบอลคาดหวังจากดาวเตะวัย 23 ปีได้อย่างเต็มที่
ประเด็นเรื่องรูปร่างและความแข็งแกร่งก็ถูกหยิบยกขึ้นมาอธิบายว่าอาจเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของเวียร์ตซ์ เพราะพรีเมียร์ลีกขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้น ความเร็ว และการเข้าปะทะที่ดุดันกว่าบุนเดสลีกา แม้เขาจะฉายแววได้ดีกว่าในเวทียุโรปอย่างยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปยังลิเวอร์พูลชุดแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย จะเห็นว่าห้องเครื่องของทีมล้วนเป็นมิดฟิลด์สายงานหนัก ไม่ว่าจะเป็นเฮนเดอร์สัน ไวนัลดุม และฟาบินโญ่ในปี 2019/20 หรือ โซบอสไล กราเฟนแบร์ค และแม็ค อัลลิสเตอร์ในฤดูกาล 2024/25 ซึ่งสะท้อนว่าแนวทางของหงส์แดงมักพึ่งพาพลังงานและความเข้มข้นของแดนกลางมากกว่ามิดฟิลด์สายคลาสสิก คล้ายกับกรณีของชินจิ คางาวะในแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เคยประสบปัญหาในการปรับตัวกับเกมอังกฤษ เวียร์ตซ์ยังมีเวลาอีกมาก ได้รับการสนับสนุนจากทีมและแฟนบอลเต็มที่ และยังมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองว่าแท้จริงแล้วเขาจะกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของลิเวอร์พูลได้ในอนาคตหรือไม่