
ลิเวอร์พูลเปิดบ้านที่แอนฟิลด์เป็นเกมแรกของฤดูกาลด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดัน ก่อนจะเกือบพลาดท่าให้กับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์อีกครั้ง แต่สุดท้ายยังประคองตัวรอดมาได้แบบหวุดหวิด กลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่สะท้อนให้เห็นว่าแมตช์ระหว่างหงส์แดงกับทีมจากเมืองป่าแห่งนี้มักเต็มไปด้วยความสูสีและพลิกไปมาได้ตลอดเวลา
ในแง่แท็กติก อันโดนี อิราโอลา ปรับทีมจากนัดแรกเล็กน้อยด้วยการส่งบิคตอร์ มูนญอซลงตัวจริงแทนริโอ เอ็นกูโมอา พร้อมขยับโคดี้ กัคโปไปยืนฝั่งขวา ขณะเดียวกันก็พักไรอัน กราเฟนแบร์กและส่งอเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ลงมาคุมแดนกลาง ระบบการเล่นของลิเวอร์พูลในยุคนี้เน้นการขึ้นเกมเร็วและพาบอลไปข้างหน้าให้ไว โดยมิดฟิลด์สองคนไม่ค่อยถอยต่ำมารับบอลมากนัก เช่นเดียวกับฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งที่ดันสูงตลอดเวลา ทำให้เกมรุกดูเร้าใจและเดินหน้าเร็วขึ้นจริง แต่ข้อเสียคือการเสียบอลง่ายและจังหวะเกมไม่ค่อยต่อเนื่อง ส่งผลให้ฟอเรสต์ฉวยโอกาสโจมตีพื้นที่อันตรายได้มากกว่า และขึ้นนำไปก่อนในครึ่งแรก ก่อนที่เจ้าถิ่นจะเร่งเกมมากขึ้นในครึ่งหลังจนตีเสมอเป็น 1-1 ได้สำเร็จ ทว่าความผิดพลาดจากการปล่อยให้คู่แข่งทุ่มเร็วก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจนทีมเยือนได้ลูกจุดโทษ
แม้ภาพรวมจะยังมีจุดที่ต้องแก้ โดยเฉพาะฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งที่ยังสร้างอิมแพ็กต์ได้ไม่มากทั้งเกมรุกและเกมรับ แต่ก็มีหลายจังหวะที่น่าพอใจ โดยเฉพาะโคดี้ กัคโปที่ยังเล่นได้เด่นแม้ต้องโยกไปเล่นทางขวา เขามีส่วนสำคัญในจังหวะพลิกหนีคู่แข่งและจ่ายให้ อเล็กซานเดอร์ อีซัค เข้าชาร์จเสาสองได้อย่างสวยงาม ขณะที่บิคตอร์ มูนญอซก็ใช้โอกาสของตัวเองได้ดีด้วยการทำประตูตีเสมอจากการถูกขยับมาเล่นด้านขวา สุดท้ายเจเรมี่ ฟริมปงและมิลอช เคอร์เคซถูกเปลี่ยนตัวออกทั้งคู่เพื่อปรับสมดุลเกมรับ แม้ลิเวอร์พูลจะยังมีช่องโหว่ให้เห็นชัด แต่รูปแบบการเล่นที่รวดเร็วและดุดันก็ทำให้ทีมดูสนุกกว่าเดิมมาก และอย่างน้อยพวกเขาก็ยังไม่แพ้เป็นเกมที่สองติดต่อกัน พร้อมเก็บแต้มสำคัญไว้ได้ต่อเนื่อง